>> สุขภาพฟันและช่องปากของน้องหมา

 

ตอนที่ 1 :
ลูกสุนัขของคุณควรจะมีฟันน้ำนม แหลมๆ เล็ก ๆ ขึ้นเมื่ออายุได้ประมาณ 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเริ่มหลุดแล้วเปลี่ยนเป็นฟันแท้ปรากฏให้เห็นแทน ในช่วงนี้คุณอาจจะสังเกตเห็นอาการกัดแทะของเขารุนแรงขึ้นซึ่งเป็นพัฒนาการของลูกสุนัขตามปกติ แต่คุณอาจไม่ทราบว่าที่จริงแล้วเราสามารถช่วยดูแลสุขภาพฟันและช่องปากของสุนัขได้โดยการให้ของขบเคี้ยว สุนัขที่มีสุขภาพฟันที่ดีจะมีฟันสีขาวไข่มุกและไม่มีกลิ่นเหม็น ซึ่งปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่ายมากมายที่ทั้งช่วยขัดฟันและลดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นของเล่นหรือขนม นอกจากนี้เราเองก็ยังสามารถช่วยแปรงฟันเพื่อขจัดคราบหินปูนให้เค้าได้อีกวิธีหนึ่งด้วยค่ะ

 

-----

 

ตอนที่ 2 :

ในช่วงเวลาที่ลูกสุนัขของคุณกำลังจะมีฟันแท้ขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะทำให้เค้าได้เรียนรู้ ช่วงแรกคุณอาจช่วยแปรงฟันให้เค้าบ้างแต่ไม่ถึงกับต้องทุกวันนะคะ และเมื่อทำกิจกรรมนี้ซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวันจนกลายเป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่อาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกายเค้าก็จะทำให้สุนัขยอมรับและปรับตัวได้ดีในที่สุดค่ะ และจะได้ผลดีหากคุณเริ่มฝึกตั้งแต่ตอนเค้าเด็กๆ ค่ะ สามารถหาซื้อแปรงสีฟันและยาสีฟันสำหรับลูกสุนัขหรือสุนัขโตได้ที่ร้าน Pet Shop ทั่วไปค่ะ

 

-----

 

ตอนที่ 3 :

ที่จริงแล้วลมหายใจลูกสุนัขควรจะมีกลิ่นหอมต่างจากสุนัขโตจึงไม่น่ากังวลเมื่อเค้ายังเป็นลูกสุนัข แต่ถ้าหากเราเริ่มดูแลสุขภาพฟันและช่องปากของเค้าได้ตั้งแต่เล็กๆ จะสามารถป้องกันปัญหาลมหายใจมีกลิ่นเหม็นและปัญหาในการเคี้ยวได้ปัจจุบันมีตัวช่วยมากมายไม่ว่าจะเป็นขนม, ผลิตภัณฑ์ช่วยขัดฟัน, รวมถึงการแปรงฟัน หากคุณดูแลสุขภาพฟันและช่องปากของเค้าได้ดีแบบนี้ก็จะช่วยให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง อย่าลืมว่าลมหายใจที่ดีก็ย่อมแสดงถึงสุขภาพสุนัขที่ดีด้วยเช่นกันนะคะ

 

สัญญาณเตือนว่าคุณควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์

 

1. ลมหายใจที่ไม่ดี มีกลิ่นเหม็นเหมือนแอบไปกินเศษอาหารในถังขยะ
ลมหายใจของลูกสุนัขควรจะหอมหวานแต่ลมหายใจสุนัขที่มีอายุมากกว่ามักจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น คุณควรสังเกตสุนัขของคุณว่ามีอาการอื่นร่วมด้วยหรือปล่าว เช่น อาการปั่นป่วนในท้อง, เบื่ออาหาร, เคี้ยวลำบาก, อุจจาระเหลว ฯลฯ ควรนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงด้วยค่ะ

 

2. เหงือกสีแดงบวมหรืออักเสบ
ควรหมั่นสังเกตุเหงือกของสุนัขของคุณว่าเหงือกร่นหรือห่างจากฐานของฟันมากหรือปล่าว เพราะปัญหาเล็กๆ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเขาได้ หากคุณไม่แน่ใจว่าใช่อาการเหงือกอักเสบหรือไม่ ควรให้สัตวแพทย์ช่วยตรวจช่องปาก, เหงือก, ริมฝีปาก, กระพุ้งแก้มหรือใต้ลิ้นของเขาให้ละเอียดอีกครั้งค่ะ

 

3. ฟันโยกคลอน
หากพบว่ามีคราบหินปูนเป็นแนวสีเหลืองตามฐานของฟันสะสมอยู่มาก ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อขจัดคราบหินปูนตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ ดีกว่ารอให้เกิดอาการฟันโยกหรือปวดฟันเสียก่อน เพราะจะทำให้สุนัขไม่สามารถเคี้ยวข้าวและทานอาหารได้ จนอาจขาดสารอาหารหรือช็อกได้ค่ะ

 

4. ฟันหัก
สุนัขที่มีฟันหักและเปลี่ยนสีจนทำให้เหงือกมีสีซีดมาก อาจเป็นสัญญาณของปัญหาโรคหัวใจหรือโรคโลหิตจางได้ ควรรีบนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียดอีกทีค่ะ

 

-----

 

ตอนที่ 4 :

การทำความสะอาดฟันของน้องหมา

อาหารเม็ดหรือขนมขบเคี้ยวที่ออกแบบมาเพื่อขัดฟันสุนัขโดยตรง จะช่วยแปรงฟันให้เค้าไปในตัวระหว่างที่
เล่นกัดแทะ มันจะเข้าไปขัดซอกฟันระหว่างการเคี้ยว เป็นการช่วยรักษาสุขภาพฟันและเหงือกที่ดีในระยะยาว

แต่บางครั้งสุนัขก็ต้องการความช่วยเหลือทางทันตกรรมแบบมืออาชีพ
เมื่อคุณไม่เคยหัดแปรงฟันให้เค้าในตอนเด็ก ตอนนี้เค้าจึงจะไม่ยอมให้คุณช่วยแปรงโดยดี

หรือบางครั้งคุณอาจทำให้ช่องปากของเค้าบาดเจ็บจนเค้าไม่กล้าแปรงฟันไปเลย
และมีอีกหลายเหตุผลที่อาจทำให้เค้าไม่อยากแปรงฟัน


โชคดีที่สัตวแพทย์สามารถช่วยคุณได้ มีจำนวนสุนัขไม่น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านช่องปากโดยเฉพาะและมันก็คุ้มค่าถ้าคุณรู้สึกว่าฟันของสุนัขของคุณมีสุขภาพไม่แข็งแรง
เต็ม 100% การทำความสะอาดฟันสุนัขโดยสัตวแพทย์จะมีการให้ยาชาร่วมด้วยซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพสุนัขได้
(ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเกิดอันตรายขึ้นก็ตาม ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ)


แต่ด้วยเหตุปัจจัยนี้ มันจะดีที่สุดถ้าเราลดความจำเป็นในขั้นตอนนี้ลงไปได้

ด้วยการให้สุนัขกินอาหารสุขภาพ แปรงฟันให้เค้าอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เด็กๆ และให้ขนมหรือของเล่นสำหรับขัดฟันแก่เค้า
เพราะถ้าหากสุนัขของคุณเจ็บป่วยเกี่ยวกับช่องปากและจำเป็นต้องพบทันตแพทย์เฉพาะทางของสัตว์ขึ้นมาล่ะก็
จะต้องเจอกับค่าใช้จ่ายที่มีราคาแพงมากเลยทีเดียว ฉะนั้นจึงควรดูแลสุขภาพฟันและช่องปากให้สุนัขของคุณตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่านะคะ

Visitors: 105,119